กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาการตรวจวินิจฉัย เพื่อยุติปัญหาการติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย

30  พ.ย. 2561


 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นับตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อเอชไอวีครั้งแรกของประเทศ จวบจนปัจจุบัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพและมาตรฐานการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี รวมทั้งการศึกษาวิจัยด้านต่างๆ อาทิ ระบาดวิทยา พันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีดื้อยา พันธุกรรมของประชากรไทยที่ส่งผลต่อการดำเนินโรค และการวิจัยพัฒนาวัคซีน เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม และส่งเสริมการบริการที่มีคุณภาพต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเสี่ยง และร่วมผลักดันนโยบายการยุติปัญหาการติดเชื้อเอชไอวีให้บรรลุเป้าหมายองค์การอนามัยโลก

 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็น "วันเอดส์โลก (World AIDS Day)" กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นองค์กรหลักที่กำหนดมาตรฐาน และควบคุมคุณภาพการตรวจเพื่อการวินิจฉัยและการติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีของห้องปฏิบัติการต่างๆ ในประเทศ อีกทั้งยังเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงเพื่อตรวจยืนยันการติดเชื้อและการตรวจหาเชื้อดื้อยาของประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้กำหนดมาตรฐาน และแนวทางการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีที่ครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงทุกกลุ่มอายุ โดยจัดทำเป็นคู่มือสำหรับห้องปฏิบัติการขึ้นเป็นเล่มแรก เมื่อปี พ.ศ. 2539 ซึ่งได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการตรวจอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบันร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ

   นายแพทย์โอภาส กล่าวต่ออีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นหน่วยงานประเมินคุณภาพชุดทดสอบเอชไอวีก่อนการขึ้นทะเบียนเพื่อจำหน่ายในประเทศ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2552 ทำให้ชุดทดสอบที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมีคุณภาพเป็นที่มั่นใจต่อการนำไปใช้ตรวจบริการประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการประกันคุณภาพการให้บริการของห้องปฏิบัติการ และเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนห้องปฏิบัติการที่ให้บริการการตรวจวินิจฉัยและการตรวจเพื่อติดตามการรักษา มีระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานของประเทศและมาตรฐานสากล รวมถึงการสนับสนุนให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานดังกล่าว โดยได้จัดทำแผนทดสอบความชำนาญ (External Quality Assessment Scheme) ระดับชาติของการตรวจวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การตรวจเอชไอวีซีโรโลยี การตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด การตรวจเชื้อเอชไอวีดื้อยาต้านไวรัส และการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี -1 โดยวิธี DNA-PCR ซึ่งแผนการทดสอบความชำนาญทั้งหมดดำเนินการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17043: 2010 


  “นอกจากนี้ยังมีงานด้านการศึกษาและวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านระบาดวิทยา ด้านพันธุกรรมของไวรัส ด้านเชื้อดื้อยา และพันธุกรรมของคนไทยต่อการสร้างภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านนวัตกรรม และส่งเสริมการบริการที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง และเข้าถึงยาก รวมทั้งร่วมผลักดันนโยบายการยุติปัญหาการติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จในอนาคต รวมทั้งการผลักดันจนประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ในการยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก” นายแพทย์โอภาส กล่าวทิ้งท้าย