กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจเฝ้าระวังและเตือนป้องกันการติดเชื้อวัณโรคในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์

7  พ.ย. 2561


            กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สำรวจการติดเชื้อวัณโรคในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเฝ้าระวัง ป้องกันการเกิดโรค

 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า วัณโรคยังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร และปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ให้กำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญในการลดปัญหาของประชาชน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ร่วมสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ. 2560-2564 ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยุติวัณโรคโดยควบคุมและลดอุบัติการณ์วัณโรคให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มสำคัญ ซึ่งรวมถึงกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ด้วย เพราะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคระหว่างการปฏิบัติงานจากการสัมผัสผู้ป่วย ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคหากร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดี จะติดเชื้อแบบไม่มีอาการป่วย เรียกว่า “วัณโรคแฝง” ซึ่งไม่สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ แต่ผู้ที่มีเชื้อวัณโรคแฝงมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นผู้ป่วยวัณโรคได้ร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 เมื่อภูมิต้านทานของร่างกาย  ลดต่ำลง องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั่วไปมีการติดเชื้อวัณโรคแฝง และในจำนวนนี้ มีประชากรบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดวัณโรค โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีผู้ป่วยวัณโรคร่วมบ้าน และผู้ติดเชื้อเอชไอวี สำหรับในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ควรมีการตรวจคัดกรองหาวัณโรค ซึ่งส่วนใหญ่ตรวจด้วยการเอกซเรย์ทรวงอก และควรตรวจเป็นประจำ พร้อมทั้งแนะนำให้ตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคแฝงร่วมด้วยโดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยวัณโรค โดยปัจจุบันนี้สามารถตรวจการติดเชื้อแบบไม่มีอาการป่วยที่เรียกว่าวัณโรคแฝงได้โดยการตรวจตัวอย่างเลือด

            นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า จากการสำรวจการติดเชื้อวัณโรคแฝงในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีการสัมผัสผู้ป่วยวัณโรคที่ปฏิบัติงานด้านต่างๆ และในบุคลากรที่เข้าปฏิบัติงานใหม่ ด้วยวิธี IGRA ตรวจสารอินเตอร์เฟอรอนแกมมาที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรค โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ที่โรงพยาบาล จำนวน 4 แห่ง พบอัตราการติดเชื้อวัณโรคเฉลี่ยร้อยละ 31.41 ซึ่งอยู่ในอัตราเดียวกับบุคคลทั่วไปที่องค์การอนามัยโลกประมาณการ ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์โดยทั่วไป ได้แก่ มีอายุมาก อายุงานนาน ลักษณะงานที่ปฏิบัติ และการใช้อุปกรณ์ป้องกันที่ไม่เหมาะสม ผลการตรวจช่วยสร้างความตระหนักรู้ในการใส่ใจสุขภาพ ระมัดระวังป้องกันการติดเชื้อและเฝ้าระวังโรค นอกจากนี้ผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกยังได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตน หากตรวจแล้วยังไม่พบอาการป่วยเป็นวัณโรคแต่เป็นวัณโรคแฝง ก็อาจพิจารณาให้ยาป้องกันตามความเหมาะสมเฉพาะราย


           “โรงพยาบาลจะต้องมีระบบป้องกันที่ดีและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานหรือการจัดการที่ดี บุคลากรทางการแพทย์ควรมีความรู้เกี่ยวกับวัณโรคและวิธีการป้องกันการติดต่อของโรค ใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เพื่อลดการติดเชื้อ รวมทั้งควรตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองวัณโรคเป็นประจำทุกปี สำหรับประชาชนทั่วไปก็ควรดูแลและป้องกันตนเองจากเชื้อวัณโรค โดยฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) ตามที่แพทย์แนะนำ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ หากมีอาการไอจาม ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก จมูก เวลาไอจาม หรือใส่หน้ากากอนามัย และหากมีอาการไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ทราบสาเหตุ ให้พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุต่อไป” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติม