กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ องค์การอนามัยโลกเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี

26  ต.ค. 2561


           กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ องค์การอนามัยโลก ใช้ฐานระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่าง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข (TUC) ในการกำหนดนโยบายและมาตรการในการควบคุม ป้องกันโรคปอดบวมจากการติดเชื้อ RSV (respiratory syncytial virus) เล็งร่วมมือกันศึกษาวิจัยคุณลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 

 นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการประชุมนานาชาติเรื่อง WHO Meeting of Review of the RSV Surveillance Pilot Based on the Global Influenza Surveillance and Response System ซึ่งจัดโดยองค์การอนามัยโลก ว่า ปัญหาการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ด้วยโรคปอดบวมจากการติดเชื้อ RSV มีความรุนแรง องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า เชื้อ RSV คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกถึงปีละ 160,000 ราย โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 33.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 3.4 ล้านคน แต่หลายประเทศยังขาดข้อมูลที่แสดงถึงผลกระทบที่เกิดจากโรคนี้  ฤดูกาลระบาดของโรค และกลุ่มเสี่ยงในช่วงอายุต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน ในแต่ละประเทศ การเฝ้าระวังโรคจากการติดเชื้อจาก RSV มีความสำคัญที่แต่ละประเทศ จะได้นำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดนโยบาย และมาตรการในการควบคุม ป้องกันโรค ตลอดจนการบริหารวัคซีนที่อาจนำมาใช้ได้ในอนาคต จึงได้จัดตั้งโครงการ The RSV Surveillance Pilot ขึ้นมา และขอความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขไทย ที่มีระบบเฝ้าระวังโรคที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งดำเนินการโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข (TUC)

 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ The RSV Surveillance Pilot ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่ร่วมโครงการ มีโรงพยาบาล 9 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 -2561 ผลการตรวจวิเคราะห์โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าเชื้อ RSV ระบาดมากในช่วงปลายฤดูฝนจนถึง ต้นฤดูหนาว โดยในปี พ.ศ.2560 พบฤดูกาลระบาดระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคมพบผู้ป่วยร้อยละ 17.63 และในปี พ.ศ.2561 มีการระบาดเร็วกว่าเดิมคือเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และในช่วงฤดูกาลระบาดมีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมาเฉลี่ยร้อยละ 30.26

 สำหรับการประชุมครั้งนี้นอกจากจะนำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มาวิเคราะห์ในภาพรวมของโลกแล้ว องค์การอนามัยโลกยังได้ขอให้ประเทศไทยร่วมมือดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 - 2564 เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการประเมินภาระของโรคในแต่ละประเทศได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการศึกษาวิจัยคุณลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องหาลำดับสารพันธุกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง (Next Generation Sequencing) ไปพร้อมกันด้วย รวมถึงเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพิจารณาการใช้วัคซีนป้องกันโรคในอนาคตต่อไป


      “โรคปอดบวมจากเชื้อ RSV การติดต่อหลักติดต่อโรคทางเดินหายใจ เชื้อโรคจะอยู่ในน้ำมูก เสมหะของผู้ป่วย ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีพอ รวมถึงยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ดังนั้น การป้องกันที่สำคัญ คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ผู้ป่วยที่มีอาการต้องใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไปอยู่ในที่ชุมชน รวมถึงมาตรการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ การใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก จมูกเวลาไอจาม ยังคงเป็นสุขลักษณะที่ดีที่ทุกคนควรปฏิบัติในการป้องกันโรคต่างๆ” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว