กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนผู้ปฏิบัติงานด้านรังสี ระวังอันตรายจากรังสีต้องปฏิบัติตามหลักป้องกัน

10  ก.ค. 2561


           กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประเมินความเสี่ยงบุคลากรที่มีโอกาสได้รับอันตรายจากรังสีขณะปฏิบัติงาน แม้จะพบว่ามีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งจากการปฏิบัติงานน้อยมาก แต่ควรปฏิบัติตามหลักการป้องกันอันตรายจากรังสี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการได้รับรังสีในระดับสูงโดยไม่จำเป็น

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากรังสีแพร่หลายมากขึ้น เช่น ด้านการแพทย์ที่ใช้รังสีเอกซ์ในการตรวจวินิจฉัย การใช้เครื่องเร่งอนุภาคต่าง ๆ ในการรักษาโรคมะเร็ง ขณะที่รังสีไม่ได้มีประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ได้รับ บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี จึงมีโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากรังสีในขณะปฏิบัติงาน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ จึงได้ทำโครงการประเมินความเสี่ยงสุขภาพของบุคลากรด้านรังสีจากการปฏิบัติงาน โดยวิเคราะห์จากค่าปริมาณรังสีเฉลี่ยในกลุ่มบุคลากร แล้วนำมาประเมินหาอัตราการเกิดโรคมะเร็ง จากข้อมูลปริมาณรังสีบุคคลของปี 2559 ถึง 2560 พบว่าผู้ปฏิบัติงานด้านรังสี  มีความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งจากการได้รับรังสีขณะปฏิบัติงานมีค่าน้อยมาก โดยในช่วง 2 ปีนี้ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ ได้ประเมินค่าปริมาณรังสีบุคคล จำนวน 35,428 ราย โดยจำแนกบุคลากรจากที่ใช้บริการแผ่นรังสีบุคคลตามลักษณะการใช้งานออกเป็น 7 กลุ่ม โดยมีตัวแทนของแต่ละกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรังสีวินิจฉัย  รังสีร่วมรักษา  ทันตกรรม  อุตสาหกรรม   เวชศาสตร์นิวเคลียร์ วิจัย และรังสีรักษา การวิเคราะห์ความเสี่ยงสุขภาพจากข้อมูลปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับ ประเมินเป็นค่าอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง พบว่าอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับปริมาณรังสีเฉลี่ย 0.596 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี มีโอกาสเกิดมะเร็งจากการปฏิบัติงานที่ 3 คนต่อบุคลากร 1 แสนคน รองลงมาคือกลุ่มรังสีร่วมรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ซึ่งมีอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งที่ 2 คนต่อบุคลากร 1 แสนคน และน้อยที่สุดคือกลุ่มรังสีวินิจฉัย รังสีรักษาและวิจัยที่มีอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งที่ 1 คนต่อบุคลากร 1 แสนคน สามารถสรุปได้ว่าทุกกลุ่มมีความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งจากการปฏิบัติงานต่อจำนวนบุคลากรในแต่ละกลุ่มน้อยมาก 

               อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวอีกว่า บุคลากรผู้ปฏิบัติงานทางด้านรังสี ควรมีความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันอันตรายจากรังสี ต้องปฏิบัติตามหลักการป้องกันอันตรายจากรังสี และต้องมีการเฝ้าระวังการได้รับรังสีอย่างสม่ำเสมอ การได้รับรังสีสูงในขณะปฏิบัติงาน อาจเกิดอาการผิวหนังอักเสบเฉียบพลัน และเรื้อรัง เกิดการทำลายเซลล์อ่อนที่แบ่งตัวเร็วภายในร่างกาย เช่น ไขกระดูก หรือเกิดอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกาย จนถึงระดับมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หากเกิดความเสียหายต่อโครโมโซม ดังนั้น การติดอุปกรณ์วัดระดับรังสีบุคคล เพื่อให้ทราบปริมาณรังสีที่ได้รับ การใช้เครื่องกำบังรังสี เพื่อกันรังสีที่จะได้รับให้มีระดับลดลง การตรวจวัดปริมาณรังสีบริเวณที่ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังปริมาณรังสีในพื้นที่การทำงาน เหล่านี้เป็นมาตรการเบื้องต้นที่สามารถลดความเสี่ยงในการได้รับรังสีในระดับสูงโดยไม่จำเป็น